5 ทักษะแนะนำ พร้อมเปิดเทอมใหม่แบบสตรอง!

วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2566 เวลา 09:47 • ใช้เวลาอ่าน 2 นาที

 

อยากพูดอะไรแบบนี้เหมือนกัน แต่แค่คิดว่าเทอมนี้ต้องเรียนวิชาอะไร จะได้เจอครูคนไหน การบ้านจะหนักมั้ย ต้องเครียดแค่ไหนกับการสอบ ก็อยากถอดใจแล้ว 🙁

.

#มันไม่แปลกที่จะท้อตั้งแต่ยังไม่เริ่ม 

เพราะสังคมรอบตัวพร่ำบอกให้เราต้องอัปสกิล ต้องเก่งขึ้น ต้องทำให้ได้ ต้องได้คะแนนดี ต้องมีที่เรียนดีๆ ต้องมีอนาคต มีทักษะความรู้มากมายที่เราต้องกวาดเข้ามาใส่ตัว แต่ใดๆ คือต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ได้ด้วยนะ โอยยยย ความคาดหวังหลายๆ อย่างมันรวมกันแล้วก็หนักอึ้งจริงๆ! 

.

#ก่อนจะใจเซไปกว่านี้ 

อยากชวนลองมาตั้งหลักให้พร้อมสำหรับเทอมใหม่ ปีการศึกษาใหม่ ด้วย 5 ทักษะนี้กัน

ถ้าเราฝึกทักษะเหล่านี้ตุนไว้ติดตัว ก็มั่นใจได้เลยว่าเทอมนี้มันจะเอ็นจอยมากกว่าเทอมที่ผ่านมา และมั่นใจมากขึ้นสำหรับเส้นทางอนาคต

 

.

ถ้าพร้อมแล้ว ลุย!

.

.

1_square-2.JPG

1. Self-esteem

คือ ทักษะการเห็นคุณค่าในตัวเอง ครอบคลุมทั้งมุมมองที่ดีต่อตัวเอง ความเชื่อและความรู้สึกภูมิใจในความเป็นตัวเอง เช่น ลักษณะกายภาพ ตัวตน ความสามารถ ข้อดีข้อเสีย สิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ยังไม่ถนัด นอกจากนี้ยังรวมถึงมุมมองและการให้คุณค่ากับคนรอบข้างด้วย

.

🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี

1) ทบทวนและเท่าทันตัวเองเสมอ 
อาจใช้การเขียนไดอารี่ ทำบันทึกประจำวัน Tracking Mood หรือทำแบบทดสอบที่เชื่อถือ อ้างอิงได้ เช่น ROSENBERG SELF-ESTEEM SCALE (https://a-chieve.org/content/heal-your-heart/heal-your-heart-content-22)

2) ดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ 

ข้อนี้เหมือนเป็นคำแนะนำทั่วไปที่ใครก็บอกกัน ทั้งการออกกำลังกาย กินอาหารมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกทำงานอดิเรกที่ชอบ แต่ขอย้ำว่า สิ่งเหล่านี้สำคัญมากจริงๆ เพราะหากตัวเราอยู่ในสภาวะที่แข็งแรง ฮอร์โมนและสารเคมีในสมองทำงานได้ตามปกติ จะส่งผลให้เราสดชื่น จะคิดจะทำอะไร ก็รู้สึกสบายตัวและสบายใจ

3) อยู่กับปัจจุบัน

จัดตารางชีวิตแต่ละวันให้ตัวเองได้อยู่นิ่งๆ อาจทำสมาธิ สังเกตร่างกายและลมหายใจ หรือนั่งฟังเสียงธรรมชาติซักครู่ 

การกลับมามีสติ อยู่กับตัวเอง จะช่วยลดอัตราการคิดฟุ้งซ่าน (ซึ่งจะบั่นทอนกำลังใจและคุณค่าในตัวเอง) ลองกลับมาทำความรู้จักตัวเองตอนนี้ ณ ขณะนี้ แล้วโอบรับและยอมรับทุกความเป็นตัวเอง เก็บเกี่ยวความสำเร็จเล็กๆ มาชื่นชมตัวเองและใช้เป็นพลังในการพัฒนาตัวเองต่อ  

4) พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร

เปิดโอกาสให้ตัวเองได้อยู่กับคนที่เป็นมิตร ส่งเสริมและซัพพอร์ตให้เราได้กลับมารักตัวเอง ไม่หลงลืมตัวตน อาจจะเป็นกลุ่มเพื่อนสนิท ครูอาจารย์ คนที่บ้าน เพื่อนใหม่ที่เจอจากตอนไปเวิร์กช็อปหรือทำกิจกรรมอาสาสมัคร ฯลฯ

.

.

2_square-2.jpg

2. Empathy

คือ ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจคนอื่น ไม่ใช่การคิดแทน แต่เป็นการรับรู้และเข้าใจเหตุผล ความรู้สึก หรือสถานการณ์ของอีกฝ่าย

.

🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี

1) ฟังอย่างตั้งใจ

สำหรับคนที่ไม่คุ้นอาจจะรู้สึกอึดอัดในช่วงแรก แต่ขอให้จิกมือจิกเท้าตัวเองไว้แล้วตั้งใจฟังคนตรงหน้าแบบ 100% ทั้งคำพูดและภาษาท่าทางของเขา ฟังเพื่อ ให้เราเข้าใจความรู้สึกและความคิดของเขาจริงๆ

2) ทันตัวเอง ไม่รีบด่วนตัดสินผิด-ถูก

เปิดปุ่มเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่รีบด่วนตัดสินว่าสิ่งที่เขาพูดหรือทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด

3) ไม่คิดเองเออเอง ไม่ยัดเยียดความช่วยเหลือ

ไม่ทึกทักคิดเองว่า ‘อ๋อฉันเข้าใจเธอแล้ว! ดังนั้นฉันจะทำแบบนี้นะ’ เพราะมันอาจมีอีกหลายเรื่องมากๆที่เรายังไม่รู้หรือไม่เข้าใจทางที่ดีขอให้สอบถามจากเจ้าตัวโดยตรงจะดีที่สุด ระลึกไว้เสมอว่าเราไม่อาจลงมือช่วยเหลือเขาได้ทุกเรื่องแต่เราสามารถสแตนด์บายรับฟังและอยู่กับเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้

.

.

3_square-2.jpg

3. Active Learner

คือ การเป็นผู้เรียนเชิงรุก ที่เห็นเป้าหมายและคุณค่าของการเรียนรู้ผ่านรูปแบบที่หลากหลาย กล้าถาม กล้าแสดงความคิดเห็น พร้อมเปิดรับ แลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือเรื่องเดิมในมุมมองใหม่ รวมถึงการพร้อมมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและคนรอบตัว

.

🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี

ตั้งเป้าหมายการเรียน

อาจเริ่มที่ความสนใจหรือคำถามที่เรายังสงสัยก็ได้เช่น เทอมนี้ฉันตั้งใจจะทำงานส่งครบทุกชิ้นและเข้าใจเรื่องตรีโกณมิติให้มากขึ้นเพราะเป็นหัวข้อที่จำเป็นสำหรับใช้ในการเรียนต่อ เทอมนี้ฉันตั้งใจจะพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อต่อยอดสำหรับใช้ในอนาคต

1) ตั้งเป้าหมายการเรียน

อาจเริ่มที่ความสนใจหรือคำถามที่เรายังสงสัยก็ได้เช่น เทอมนี้ฉันตั้งใจจะทำงานส่งครบทุกชิ้นและเข้าใจเรื่องตรีโกณมิติให้มากขึ้นเพราะเป็นหัวข้อที่จำเป็นสำหรับใช้ในการเรียนต่อ เทอมนี้ฉันตั้งใจจะพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อต่อยอดสำหรับใช้ในอนาคต

2) ฝึกตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้

อาจจะเป็นการเริ่มทบทวนตัวเองก่อนว่าเพราะอะไรเราถึงสนใจอยากตั้งเป้าหมายนี้ เช่น ‘ที่เรายังไม่เก่งคณิตศาสตร์เพราะเราติดขัดหัวข้ออะไรนะ’  ‘มีอะไรบ้างที่จะทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น’

3) ลงมือหาคำตอบ

ลองขอคำปรึกษา หรือความช่วยเหลือ จากคุณครูหรือรุ่นพี่ที่มีความเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้นๆ เพื่อดูว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง ที่เราน่าจะทำเพิ่ม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

4) ทบทวนผลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

นำผลที่ได้จากการลงมือปฏิบัติมาเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ว่าเรามีการพัฒนาขึ้นในด้านใดบ้างและด้านใดที่เราควรพัฒนาตัวเองต่อ

.

.

4_square.jpg

4. Life-planning

คือ ทักษะการออกแบบเส้นทางในชีวิตให้เหมาะกับตัวเอง โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ที่เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจบริบทรอบตัว

.

🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี

1) เข้าใจตัวเอง

ในที่นี้หมายถึงการเข้าใจตัวเองแบบรอบด้าน รู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน มีความชอบ ความสนใจในเรื่องอะไร มีความถนัดหรือมีเรื่องอะไรบ้างที่ยังทำได้ไม่ค่อยดี เรามีความฝันอะไรในชีวิต ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการทบทวนตัวเองผ่านการทำบันทึกประจำวัน การสอบถามจากเพื่อนสนิทหรือคนรอบข้าง การทำแบบทดสอบที่เชื่อถือได้ การสมัครเข้าร่วมกิจกรรมช่วยค้นหาตัวเอง ฯลฯ

📍ชี้เป้าเครื่องมือช่วยค้นหาตัวเอง https://a-chieve.org/doll-activity/map

2) เข้าใจบริบทรอบตัว

เพราะสภาพสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเข้าใจและทันเหตุการณ์ต่างๆ จะมีส่วนสำคัญในการนำมาใช้ออกแบบเส้นทางในอนาคตที่เหมาะสมและเป็นจริงได้สำหรับเรา อาจลองเริ่มสอบถามความคาดหวังจากคนที่บ้านเกี่ยวกับอนาคตของเรา ศึกษาเทรนด์ตลาด ข่าว กระแสความนิยมในสังคม รายงานการวิเคราะห์จากนักวิชาการหลากหลายสาขา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ฯลฯ และนำมาคิดเชื่อมโยงว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลกับตัวเราและสายการเรียน รวมถึงอาชีพในฝันของเราอย่างไร

3) ทำแผนสำรอง

หลายคนตกม้าตายตรงนี้เพราะวางแผนแค่แผนเดียว! อย่าลืมว่า ถึงแม้เราจะเข้าใจตัวเองสุดๆ และมีข้อมูลที่จำเป็นพร้อมมากแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่แน่ว่าเมื่อถึงวันที่เราจะต้องตัดสินใจอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงก็ได้ ดังนั้นการทำแผนสำรองที่ยังอยู่ในขอบข่ายความสนใจของเราและเป็นไปได้จริงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

4) ดูแลรักษาใจตัวเอง

หนทางการออกแบบเส้นทางอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายง่ายอาจจะเจอความผิดหวังอาจจะเจอความสับสนไม่แน่ใจ สิ่งสำคัญคืออย่าลืมหาโอกาสฮีลใจตัวเองด้วย

📍ชี้เป้าเครื่องมือสำรวจอารมณ์ https://a-chieve.org/emotion-survey

📍ชี้เป้าข้อมูลและบทความดูแลใจ https://a-chieve.org/content/heal-your-heart

.

5_square.jpg

5. Resilience

คือ ความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มีความกดดัน ผิดหวัง หรือยากลำบาก พูดให้เห็นภาพคือ ‘ล้มแล้วลุกได้เร็ว’

.

🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี

1) รับรู้และเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง

เมื่อเจอเรื่องชวนผิดหวัง ก็เป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกเสียใจ หงุดหงิด โมโห ขอให้อ้าแขนโอบรับทุกมวลความรู้สึกด้วยความเข้าใจ มีสติ ไม่หลอกตัวเอง ไม่โบยตีตัวเอง

2) เชื่อว่าตัวเองสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้

มุมมองแบบ Growth mindset จะเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ต่อเนื่อง เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อพัฒนาและเติบโตต่อไป อาจเริ่มฝึกง่ายๆ ผ่านการเล่นกีฬา แล้วสังเกตดูทักษะความคล่องแคล่วของเราที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามการฝึกฝน  

3) มองโลกในมุมที่หลากหลาย
ไม่ใช่แค่การมองแง่ดี แต่เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง ลองถอยตัวเองออกไปมองภาพรวม มองจากหลากหลายมุม เราจะเห็นว่า นอกจากความผิดพลาดหรือความผิดหวังในครั้งนี้ เราเห็นอะไรอีกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสความเป็นไปได้ บทเรียนสำหรับอนาคต หรือคำถามชวนคิดเพื่อทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป เป็นต้น

.

.

เทอมใหม่ ปีการศึกษาใหม่ อาจเป็นสัญญาณที่ดีให้เราเริ่มตั้งต้นใหม่ ขอให้สนุกกับชีวิตการเรียน เอ็นจอยกับการค้นหาตัวเองและออกแบบเส้นทางอนาคตที่เหมาะกับตัวเองนะ 🙂

 

 


avatar-นักออกแบบภาพ
พิมพ์พร นักออกแบบภาพ

ความฝันของช่วงวัยใกล้แตะ 30 คืออยากมีหมาคอกี้เป็นของตัวเอง

Tag :

บทความแนะนำ

ไม่มีข้อมูล

กิจกรรมแนะนำ

ไม่มีข้อมูล