อยากพูดอะไรแบบนี้เหมือนกัน แต่แค่คิดว่าเทอมนี้ต้องเรียนวิชาอะไร จะได้เจอครูคนไหน การบ้านจะหนักมั้ย ต้องเครียดแค่ไหนกับการสอบ ก็อยากถอดใจแล้ว 🙁
.
#มันไม่แปลกที่จะท้อตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เพราะสังคมรอบตัวพร่ำบอกให้เราต้องอัปสกิล ต้องเก่งขึ้น ต้องทำให้ได้ ต้องได้คะแนนดี ต้องมีที่เรียนดีๆ ต้องมีอนาคต มีทักษะความรู้มากมายที่เราต้องกวาดเข้ามาใส่ตัว แต่ใดๆ คือต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ได้ด้วยนะ โอยยยย ความคาดหวังหลายๆ อย่างมันรวมกันแล้วก็หนักอึ้งจริงๆ!
.
#ก่อนจะใจเซไปกว่านี้
อยากชวนลองมาตั้งหลักให้พร้อมสำหรับเทอมใหม่ ปีการศึกษาใหม่ ด้วย 5 ทักษะนี้กัน
ถ้าเราฝึกทักษะเหล่านี้ตุนไว้ติดตัว ก็มั่นใจได้เลยว่าเทอมนี้มันจะเอ็นจอยมากกว่าเทอมที่ผ่านมา และมั่นใจมากขึ้นสำหรับเส้นทางอนาคต
.
ถ้าพร้อมแล้ว ลุย!
.
.
1. Self-esteem
คือ ทักษะการเห็นคุณค่าในตัวเอง ครอบคลุมทั้งมุมมองที่ดีต่อตัวเอง ความเชื่อและความรู้สึกภูมิใจในความเป็นตัวเอง เช่น ลักษณะกายภาพ ตัวตน ความสามารถ ข้อดีข้อเสีย สิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ยังไม่ถนัด นอกจากนี้ยังรวมถึงมุมมองและการให้คุณค่ากับคนรอบข้างด้วย
.
🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี
1) ทบทวนและเท่าทันตัวเองเสมอ
อาจใช้การเขียนไดอารี่ ทำบันทึกประจำวัน Tracking Mood หรือทำแบบทดสอบที่เชื่อถือ อ้างอิงได้ เช่น ROSENBERG SELF-ESTEEM SCALE (https://a-chieve.org/content/heal-your-heart/heal-your-heart-content-22)
2) ดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ
ข้อนี้เหมือนเป็นคำแนะนำทั่วไปที่ใครก็บอกกัน ทั้งการออกกำลังกาย กินอาหารมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกทำงานอดิเรกที่ชอบ แต่ขอย้ำว่า สิ่งเหล่านี้สำคัญมากจริงๆ เพราะหากตัวเราอยู่ในสภาวะที่แข็งแรง ฮอร์โมนและสารเคมีในสมองทำงานได้ตามปกติ จะส่งผลให้เราสดชื่น จะคิดจะทำอะไร ก็รู้สึกสบายตัวและสบายใจ
3) อยู่กับปัจจุบัน
จัดตารางชีวิตแต่ละวันให้ตัวเองได้อยู่นิ่งๆ อาจทำสมาธิ สังเกตร่างกายและลมหายใจ หรือนั่งฟังเสียงธรรมชาติซักครู่
การกลับมามีสติ อยู่กับตัวเอง จะช่วยลดอัตราการคิดฟุ้งซ่าน (ซึ่งจะบั่นทอนกำลังใจและคุณค่าในตัวเอง) ลองกลับมาทำความรู้จักตัวเองตอนนี้ ณ ขณะนี้ แล้วโอบรับและยอมรับทุกความเป็นตัวเอง เก็บเกี่ยวความสำเร็จเล็กๆ มาชื่นชมตัวเองและใช้เป็นพลังในการพัฒนาตัวเองต่อ
4) พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร
เปิดโอกาสให้ตัวเองได้อยู่กับคนที่เป็นมิตร ส่งเสริมและซัพพอร์ตให้เราได้กลับมารักตัวเอง ไม่หลงลืมตัวตน อาจจะเป็นกลุ่มเพื่อนสนิท ครูอาจารย์ คนที่บ้าน เพื่อนใหม่ที่เจอจากตอนไปเวิร์กช็อปหรือทำกิจกรรมอาสาสมัคร ฯลฯ
.
.

2. Empathy
คือ ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจคนอื่น ไม่ใช่การคิดแทน แต่เป็นการรับรู้และเข้าใจเหตุผล ความรู้สึก หรือสถานการณ์ของอีกฝ่าย
.
🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี
1) ฟังอย่างตั้งใจ
สำหรับคนที่ไม่คุ้นอาจจะรู้สึกอึดอัดในช่วงแรก แต่ขอให้จิกมือจิกเท้าตัวเองไว้แล้วตั้งใจฟังคนตรงหน้าแบบ 100% ทั้งคำพูดและภาษาท่าทางของเขา ฟังเพื่อ ให้เราเข้าใจความรู้สึกและความคิดของเขาจริงๆ
2) ทันตัวเอง ไม่รีบด่วนตัดสินผิด-ถูก
เปิดปุ่มเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่รีบด่วนตัดสินว่าสิ่งที่เขาพูดหรือทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด
3) ไม่คิดเองเออเอง ไม่ยัดเยียดความช่วยเหลือ
ไม่ทึกทักคิดเองว่า ‘อ๋อฉันเข้าใจเธอแล้ว! ดังนั้นฉันจะทำแบบนี้นะ’ เพราะมันอาจมีอีกหลายเรื่องมากๆที่เรายังไม่รู้หรือไม่เข้าใจทางที่ดีขอให้สอบถามจากเจ้าตัวโดยตรงจะดีที่สุด ระลึกไว้เสมอว่าเราไม่อาจลงมือช่วยเหลือเขาได้ทุกเรื่องแต่เราสามารถสแตนด์บายรับฟังและอยู่กับเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้
.
.

3. Active Learner
คือ การเป็นผู้เรียนเชิงรุก ที่เห็นเป้าหมายและคุณค่าของการเรียนรู้ผ่านรูปแบบที่หลากหลาย กล้าถาม กล้าแสดงความคิดเห็น พร้อมเปิดรับ แลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือเรื่องเดิมในมุมมองใหม่ รวมถึงการพร้อมมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและคนรอบตัว
.
🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี
ตั้งเป้าหมายการเรียน
อาจเริ่มที่ความสนใจหรือคำถามที่เรายังสงสัยก็ได้เช่น เทอมนี้ฉันตั้งใจจะทำงานส่งครบทุกชิ้นและเข้าใจเรื่องตรีโกณมิติให้มากขึ้นเพราะเป็นหัวข้อที่จำเป็นสำหรับใช้ในการเรียนต่อ เทอมนี้ฉันตั้งใจจะพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อต่อยอดสำหรับใช้ในอนาคต
1) ตั้งเป้าหมายการเรียน
อาจเริ่มที่ความสนใจหรือคำถามที่เรายังสงสัยก็ได้เช่น เทอมนี้ฉันตั้งใจจะทำงานส่งครบทุกชิ้นและเข้าใจเรื่องตรีโกณมิติให้มากขึ้นเพราะเป็นหัวข้อที่จำเป็นสำหรับใช้ในการเรียนต่อ เทอมนี้ฉันตั้งใจจะพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อต่อยอดสำหรับใช้ในอนาคต
2) ฝึกตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้
อาจจะเป็นการเริ่มทบทวนตัวเองก่อนว่าเพราะอะไรเราถึงสนใจอยากตั้งเป้าหมายนี้ เช่น ‘ที่เรายังไม่เก่งคณิตศาสตร์เพราะเราติดขัดหัวข้ออะไรนะ’ ‘มีอะไรบ้างที่จะทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น’
3) ลงมือหาคำตอบ
ลองขอคำปรึกษา หรือความช่วยเหลือ จากคุณครูหรือรุ่นพี่ที่มีความเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้นๆ เพื่อดูว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง ที่เราน่าจะทำเพิ่ม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
4) ทบทวนผลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้
นำผลที่ได้จากการลงมือปฏิบัติมาเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ว่าเรามีการพัฒนาขึ้นในด้านใดบ้างและด้านใดที่เราควรพัฒนาตัวเองต่อ
.
.

4. Life-planning
คือ ทักษะการออกแบบเส้นทางในชีวิตให้เหมาะกับตัวเอง โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ที่เราเข้าใจตัวเองและเข้าใจบริบทรอบตัว
.
🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี
1) เข้าใจตัวเอง
ในที่นี้หมายถึงการเข้าใจตัวเองแบบรอบด้าน รู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน มีความชอบ ความสนใจในเรื่องอะไร มีความถนัดหรือมีเรื่องอะไรบ้างที่ยังทำได้ไม่ค่อยดี เรามีความฝันอะไรในชีวิต ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการทบทวนตัวเองผ่านการทำบันทึกประจำวัน การสอบถามจากเพื่อนสนิทหรือคนรอบข้าง การทำแบบทดสอบที่เชื่อถือได้ การสมัครเข้าร่วมกิจกรรมช่วยค้นหาตัวเอง ฯลฯ
📍ชี้เป้าเครื่องมือช่วยค้นหาตัวเอง https://a-chieve.org/doll-activity/map
2) เข้าใจบริบทรอบตัว
เพราะสภาพสังคมปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเข้าใจและทันเหตุการณ์ต่างๆ จะมีส่วนสำคัญในการนำมาใช้ออกแบบเส้นทางในอนาคตที่เหมาะสมและเป็นจริงได้สำหรับเรา อาจลองเริ่มสอบถามความคาดหวังจากคนที่บ้านเกี่ยวกับอนาคตของเรา ศึกษาเทรนด์ตลาด ข่าว กระแสความนิยมในสังคม รายงานการวิเคราะห์จากนักวิชาการหลากหลายสาขา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ฯลฯ และนำมาคิดเชื่อมโยงว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลกับตัวเราและสายการเรียน รวมถึงอาชีพในฝันของเราอย่างไร
3) ทำแผนสำรอง
หลายคนตกม้าตายตรงนี้เพราะวางแผนแค่แผนเดียว! อย่าลืมว่า ถึงแม้เราจะเข้าใจตัวเองสุดๆ และมีข้อมูลที่จำเป็นพร้อมมากแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่แน่ว่าเมื่อถึงวันที่เราจะต้องตัดสินใจอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงก็ได้ ดังนั้นการทำแผนสำรองที่ยังอยู่ในขอบข่ายความสนใจของเราและเป็นไปได้จริงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
4) ดูแลรักษาใจตัวเอง
หนทางการออกแบบเส้นทางอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายง่ายอาจจะเจอความผิดหวังอาจจะเจอความสับสนไม่แน่ใจ สิ่งสำคัญคืออย่าลืมหาโอกาสฮีลใจตัวเองด้วย
📍ชี้เป้าเครื่องมือสำรวจอารมณ์ https://a-chieve.org/emotion-survey
📍ชี้เป้าข้อมูลและบทความดูแลใจ https://a-chieve.org/content/heal-your-heart
.

5. Resilience
คือ ความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มีความกดดัน ผิดหวัง หรือยากลำบาก พูดให้เห็นภาพคือ ‘ล้มแล้วลุกได้เร็ว’
.
🌱 อยากฝึกบ้างทำยังไงดี
1) รับรู้และเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง
เมื่อเจอเรื่องชวนผิดหวัง ก็เป็นธรรมดาที่เราจะรู้สึกเสียใจ หงุดหงิด โมโห ขอให้อ้าแขนโอบรับทุกมวลความรู้สึกด้วยความเข้าใจ มีสติ ไม่หลอกตัวเอง ไม่โบยตีตัวเอง
2) เชื่อว่าตัวเองสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้
มุมมองแบบ Growth mindset จะเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ต่อเนื่อง เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อพัฒนาและเติบโตต่อไป อาจเริ่มฝึกง่ายๆ ผ่านการเล่นกีฬา แล้วสังเกตดูทักษะความคล่องแคล่วของเราที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามการฝึกฝน
3) มองโลกในมุมที่หลากหลาย
ไม่ใช่แค่การมองแง่ดี แต่เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง ลองถอยตัวเองออกไปมองภาพรวม มองจากหลากหลายมุม เราจะเห็นว่า นอกจากความผิดพลาดหรือความผิดหวังในครั้งนี้ เราเห็นอะไรอีกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสความเป็นไปได้ บทเรียนสำหรับอนาคต หรือคำถามชวนคิดเพื่อทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป เป็นต้น
.
.
เทอมใหม่ ปีการศึกษาใหม่ อาจเป็นสัญญาณที่ดีให้เราเริ่มตั้งต้นใหม่ ขอให้สนุกกับชีวิตการเรียน เอ็นจอยกับการค้นหาตัวเองและออกแบบเส้นทางอนาคตที่เหมาะกับตัวเองนะ 🙂