“คุณถูกทักว่า ‘ทำตัวเป็นเด็ก’ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” คือคำถามแรกจาก อาโดรา สวีทัก (Adora Svitak) วัย 12 ปี ที่พูดบนเวที TED Talks ในหัวข้อ What adults can learn from kids: ผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้อะไรจากเด็กๆ ได้บ้าง
อาโดราเป็นเด็กอัจฉริยะที่เขียนเรื่องสั้นกว่า 300 เรื่องมาตั้งแต่เจ็ดขวบ ได้รับการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ และมีหนังสือเป็นของตัวเอง เธออุทิศเวลาที่เหลือจากการเขียนหนังสือ เพื่อส่งเสียงพูดกับโลกและผู้ใหญ่ทุกคนว่า โลกนี้กำลังต้องการความคิดแบบเด็กๆ อาโดราบอกว่าความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็กๆ นั้นควรค่าแก่การให้ความสำคัญ จะสามารถเริ่มได้เมื่อผู้ใหญ่ถ่อมใจมา “เรียนรู้” และ “แลกเปลี่ยน” ความรู้ มุมมอง ไปพร้อมกัน
จากอาโดราถึง “ผู้ใหญ่” ทุกคน
- หยุดการใช้คำเชิงกีดกันอายุ
“เลิกทำตัวเหมือนเด็กๆ สักที” คือ คำที่ผู้ใหญ่ใช้ว่าใครสักคนที่กระทำเรื่อง “ไร้เหตุผล” “ไร้ความรับผิดชอบ” “ดื้อรั้น” หรือแสดงท่าทีขัดขืนคำพูดผู้ใหญ่ สำหรับคนอื่นอาจมองว่าเป็นคำพูดธรรมดาทั่วไป แต่สำหรับอาโดรา คำพูดเหล่านี้กวนใจเธออย่างมาก เพราะเทียบกันแล้ว ทั้งการล่าอาณานิคม การตั้งอาณานิคม สงครามโลก คือสิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เด็กๆ ทำ คือ แอนน์ แฟรงค์ ครองใจคนหลายล้านคน ด้วยเรื่องราวในบันทึกการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, รูบี้ บริดจ์เจส ช่วยลบล้างการเหยียดผิวหรือศาสนาในอเมริกา, ชาร์ลี ซิมสัน ช่วยเรี่ยไรเงินบริจาค 120,000 ปอนด์ (กว่า 7ล้านบาท) ไปช่วยเฮติ ด้วยจักรยานน้อยๆ ของตัวเอง
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า อายุไม่ใช่เหตุผลในการกีดกันและตำหนิความคิดหรือการกระทำของคน เราควรหยุดการใช้คำเชิงกีดกันอายุคำ โดยเฉพาะในการวิจารณ์พฤติกรรม ที่เกี่ยวข้องกับ “ความรับผิดชอบ” และ “ความมีเหตุผล” มิเช่นนั้นอาจถึงเวลาที่เด็กๆ จะลุกขึ้นแล้วตะโกนว่า “เลิกทำตัวเหมือนผู้ใหญ่สักที”\
- เปิดใจรับพลังแห่งการไร้เหตุผล
เด็กๆ คือกลุ่มคนที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความปรารถนา และกระบวนการคิดที่มาพร้อมความหวังและความเป็นไปได้ อาโดรา ฝันอยากให้ไม่มีผู้คนบนโลกที่ต้องหิวโหยอีกต่อไป และอยากให้ทุกอย่างฟรีราวกับชีวิตในโลกยูโทเปีย (ดินแดนไร้ทุกข์) ในขณะที่ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าหากเป็นความคิดที่ขัดกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์หรืออะไรก็ตาม ย่อมเป็นความคิดที่ไร้เหตุผลและเป็นไปไม่ได้ และพวกเขาก็พร้อมจะเข้าขัดขวางจินตนาการของเด็กๆ โดยลืมคิดไปว่า การจะทำฝันให้เป็นจริงได้นั้น คุณต้องเริ่มฝันถึงมันก่อน
ความกล้าที่จะจินตนาการของเด็กๆ ได้ช่วยผลักดันขอบเขตของความเป็นไปได้ให้กว้างขึ้น อาโดรายกตัวอย่างโครงการ Kids Design Glass ที่พิพิธภัณฑ์แก้ว ในเมืองทาโคมา รัฐวอชิงตัน บ้านเกิดของเธอ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ วาดไอเดียของตัวเองเพื่อสร้างงานศิลปะจากแก้ว จิตรกรประจำพิพิธภัณฑ์ถึงกับออกปากว่า โครงการนี้ทำให้พวกเขาได้เห็นไอเดียเจ๋งๆ หลายอย่าง เพราะเด็กไม่เคยติดอยู่ภายใต้ขีดจำกัด นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมพลังของความไร้เหตุผลจึงสำคัญต่อโลกของผู้ใหญ่เช่นกันนัก
- ไว้วางใจกัน
“ถ้าคุณไม่ไว้ใจใครสักคน คุณจะตั้งข้อห้ามกับเขาใช่ไหมคะ” คำถามสำคัญจากอาโดราที่ชวนผู้ใหญ่อย่างเราฉุกคิดถึงการตั้งกฎระเบียบต่างๆ กับเด็ก เราผลิตคำว่า “ห้าม” “หยุด” “อย่า” มากมายลงในหนังสือสำหรับเด็ก เพราะลึกๆ แล้วเราไม่ไว้ใจที่จะปล่อยให้เด็กๆ ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ อาโดราเสนอว่าการตั้งกฏต่างๆ ควรมาจากสองฝ่าย เป็นการสื่อสารสองทาง ผู้ใหญ่ควรรับฟังความต้องการของเด็กบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากความไว้วางใจกัน
- คาดหวังให้สูง คาดหวังอย่างจริงจัง
เด็กๆ รักความท้าทาย เมื่อต้องลงมือทำสิ่งต่างๆ จึงพร้อมทุ่มเทสุดความสามารถ แต่เมื่อเผชิญกับความคาดหวังและการประเมินความสามารถโดยผู้ใหญ่ที่กดคะแนนให้ต่ำ ความคาดหวังในตัวเองของเด็กๆ ก็จะตกต่ำลงไปด้วย พ่อแม่ของอาโดราถือเป็นตัวอย่างผู้ใหญ่ที่เชื่อในความสามารถของลูก พวกเขาไม่เคยกดดันอาโดราให้เลือกประกอบอาชีพที่สังคมอยากให้เป็น แต่ให้การสนับสนุนทุกการกระทำของเธอและพี่สาว รวมถึงซื้อโน้ตบุ๊กพร้อมโปรแกรม Microsoft Word ให้ใช้เมื่อเห็นว่าลูกชื่นชอบการเขียน และโน้ตบุ๊กเครื่องนั้นก็กลายมาเป็นที่มาของเรื่องสั้น 300 เรื่องของเธอ
เมื่อเด็กๆ ไม่เคยลดความหวังในตัวเอง ผู้ใหญ่อย่างเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวของพวกเขา และคาดหวังว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเราในอนาคตด้วย
- รับฟังอย่างแท้จริง
หนังสือเล่มแรกของอาโดราที่ได้ตีพิมพ์คือ "Flying Fingers" เป็นผลงานเขียนที่รวมเรื่องสั้นและบทกวีของเธอ ที่กว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ อาโดราถูกสำนักพิมพ์หนังสือเด็กหลายสำนักปฏิเสธงานเขียนของเธอด้วยเหตุผลว่า “ไม่ต้องการทำงานกับเด็ก” จนเธอตั้งข้อสงสัยว่า สำนักพิมพ์หนังสือเด็กที่ไม่ต้องการทำงานร่วมกับเด็กนั้นเป็นอย่างไร แต่ก็มีสำนักพิมพ์หนึ่งชื่อ Action Publishing ที่เชื่อมั่นและรับฟังในสิ่งที่เธออยากพูด พวกเขาตีพิมพ์หนังสือเล่มแรกของเธอ และหนังสือเล่มนี้ได้พาเธอไปปรากฎตัวในฐานะนักพูดสร้างแรงบันดาลใจให้คุณครูและเด็กหลายร้อยโรงเรียน ได้พูดปราศรัยต่อหน้านักการศึกษานับพัน นอกจากสำนักพิมพ์ที่รับฟังเธอ บุคคลสำคัญที่เป็นสารตั้งต้นของพลังสร้างแรงบันดาลใจนี้ ก็คือพ่อแม่ของเธอ ที่ไม่มองว่าความฝันในการเขียนของเธอเป็นเรื่องไร้สาระ แม้ว่าเธอจะอายุเพียง 6 ขวบก็ตาม พวกเขาสนับสนุนความฝันเธออย่างเต็มที่ทันทีที่รับรู้ความต้องการของเธอ เพียงแค่เปิดใจรับฟังอย่างแท้จริง เสียงที่มองไม่เห็นจะสร้างสิ่งบันดาลใจที่จับต้องได้ให้เกิดขึ้น
สิ่งสำคัญมากกว่าคำขวัญที่ขอให้เด็กทำอะไรเป็นอย่างไร
นี่คือเสียงจากเด็กๆ ที่อยากให้ผู้ใหญ่ได้รับฟังและเปิดใจเรียนรู้ไปกับพวกเขาบ้าง เชื่อในพลังของการจินตนาการ มอบความไว้ใจและการเห็นคุณค่าความสำคัญให้มากกว่าที่เคย เปิดใจรับฟังเด็กๆ ในวันนี้ เพราะพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า โลกเรากำลังต้องการ “โอกาส” สำหรับผู้นำใหม่ๆ และไอเดียใหม่ๆ เด็กๆ ก็ต้องการโอกาสที่จะนำพวกเขาไปสู่เส้นชัย เรียนรู้ไปพร้อมกัน ให้เกิดความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ป้องกันความผิดพลาดซ้ำรอยเดิม เพราะปัญหาต่างๆ ในโลกใบนี้ ไม่สมควรจะเป็นมรดกตกทอดของมนุษยชาติอีกต่อไป

